It is currently Sun Apr 20, 2014 2:44 am

All times are UTC + 7 hours




Post new topic Reply to topic  [ 46 posts ]  Go to page 1, 2, 3  Next
Author Message
 Post subject: กระทู้ตู้ยา ... (สามัญประจำตัว)
PostPosted: Fri Feb 04, 2005 9:30 am 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Wed Sep 22, 2004 11:40 pm
Posts: 3057
Location: บางพลัด
ความคิดในการเปิดกระทู้นี้ เกิดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่งผมเกิดอาการอ้วกในช่วงดึกของคืน หลังจากที่ช่วงเย็นผมกินลูกชิ้นทอดรถเข็นบริเวณอนุสาวรีย์ชัยเข้าไป (ไม่ใช่รถเข็นที่พี่เก้งออกแบบนะครับ) ตามด้วยราดหน้าอีกจานซึ่งมากินที่บ้าน พอตกดึก ท้องไส้ปั่นป่วน พายุอาหารมาเยือน ผมอ้วกออกมา ทรมานมากๆ...

ในครานั้น ตั้งใจไว้ว่า อยากมีกระทู้สักอันที่รวบรวมประสบการณ์การเจ็บป่วยแบบสามัญ (เล็กๆ น้อยๆ) มาไว้ที่เวบบอดนี้ เผื่อเพื่อนใครเคยเป็นแล้วเคยรู้วิธีการรักษาก็มาช่วยๆ กันได้.....

ผ่านไปจนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้มีโอกาสเปิดกระทู้นี้ขึ้นมา จนมาวันนึงได้เข้าไปในเวบพี่ปี 65 และเกิดพบกระทู้ในลักษณะนี้เกิดขึ้น เป็นกระทู้เกี่ยวกับอาการของพี่เกี๊ยก ซึ่งเมื่อพี่แกเข้ามาโพสแล้วก็ได้รับการตอบรับช่วยเหลือจากพี่เพื่อนๆ อย่างดีเยี่ยม .... เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น ผมจึงขอโอกาสเปิดกระทู้ตู้ยา ... (สามัญประจำตัว) ณ บัดนี้

...... เพราะฉะนั้น กูขอเริ่มต้นด้วยอาการนี้ของกูเลย กูเป็นบ่อยมากๆ


............ ร้อนใน(ปาก) .......... ทำไงดีวะ ?

_________________
... โอ้ ชีวิตมีอะไรตั้งเยอะแยะ
มีเกิดแก่เจ็บตายคล้ายๆ กัน
แต่สิ่งที่มีไม่เหมือนคือ "ความฝัน"
อยู่ที่ใครจะล่ามันให้อยู่มือ ...


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Feb 04, 2005 10:28 am 
Offline
Level 65
Level 65
User avatar

Joined: Wed Sep 22, 2004 8:38 pm
Posts: 574
Location: 2/134 อนุสาวรีย์ชัยคอนโด ถ.พหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400
เรื่องมันมีอยู่ว่า
การ ร้อนใน(ปาก)
ของมึงเนี่ย
คือเป็น แผลในปาก ใช่หรือ ไม่

ถ้ามึงจะไปหาหมอ หรือแค่ ร้านขายยา
ก็บอกไปว่ามึงเป็นอะไรก็ จบ

สิ่งที่กูคาดว่ามึงจะได้รับคือ ยาป้ายปาก
ชื่อยาว่าอะไรนั้น ตามแต่ยี่ห้อ ซึ่งมีหลากหลาย

แต่ถ้ามึงไม่อยากไปหาหมอ
มีกระบวนการรักษา ด้วยตัวเองง่ายๆ
คือบ้วนปากด้วยน้ำเกลือ
หรืออยางคึกหน่อยก็ เอา เกลือป้ายแทนยาแม่งเลย
เค็มหน่อยแต่ก็เป็น การ ฆ่าเชื้อโรคอย่างง่าย
เพียงเท่านี้อาการก็จะทุเลาลงไปเอง


กูก็มีอาการที่เป็นบ่อยๆเหมือนกัน

............ ร้อนใน(ใจ) .......... ทำไงดีวะ ?
ninja :lol:

_________________
สุขี สุขี


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Feb 04, 2005 12:02 pm 
Offline
Level 97
Level 97
User avatar

Joined: Fri Sep 24, 2004 2:16 pm
Posts: 1099
ร้อนใน
กูนอนก่อนเที่ยงคืน หายยิ่งนอนเร็วยิ่งดี

มันมาตอนนอนไม่พอ กะนอนดึกทุกที

_________________
โพสไม่ได้


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Feb 04, 2005 11:04 pm 
Offline
Level 78
Level 78
User avatar

Joined: Wed Sep 22, 2004 8:43 pm
Posts: 785
เคยเป็นเยอะจัด จนไปหาหมอ

หมอบอกว่า ยาป้ายปากเนี่ย
ไม่ได้มีตัวยาที่ทำให้หาย
เพียงแค่ช่วยลดการเสียดสี
คือแผลมันจะไม่เตลิดไปกว่านั้น

ที่ดีที่สุดก็คือ ดื่มน้ำอุ่น และนอนเยอะๆ อย่างที่เต้ยบอก

ส่วนบางทีที่เรากัดปากหรือลิ้นตัวเอง
ด้วยความงงงวยว่า อยู่ๆกัดปากตัวเองได้ไง

เคยฟังสัมภาษณ์หมออะไรซักอย่าง
บอกว่า แท้จริงแล้ว คือบริเวณนั้น(ที่กัดโดน)
อักเสบมาจากข้างใน จนมันปูดออกมาจากแนวปกติ
เราก็เลยกัดไปโดนมันซะ

เนี่ยเหมียวกำลังเป็นอยู่เลย
กัดโดนปากตัวเองมา4 วันแล้ว :pain:

_________________
...ค ง ยั ง ม อ ง เ ห็ น ใ จ มั่ น เ ปี่ ย ม ด้ ว ย ห วั ง ดั่ ง ใ จ มี ด อ ก ไ ม้ ชื่ น ช ม...
http://woranan.blogspot.com


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Sat Feb 05, 2005 4:22 pm 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Thu Sep 23, 2004 6:55 pm
Posts: 1918
Location: 98/10 DS.Tower1,(8A1),Wattana, BKK
อ้า ดีมากกระทู้นี้ กูก็ว่าจะเปิดประเด็นเหมือนกัน
ใครปวดหลังบ้าง จากการทำงานนั่งหน้าคอมมายาวนานกว่า8เดือน
ทำให้สภาพหลังกูตอนนี้ปวดจัดๆ แต่กูไม่กล้าไปนวด มันจั๊กจี๋
ตอนนี้ที่ทำได้คือเอาหมอนมารองด้านหลังเก้าอี้ ก็พให้มันไม่เป็นหนักขึ้น
เฮ้ยเด็ก ไอดี ทำไมเก้าอี้ทำงานมันนั่งแล้วปวดหลังวะ ออฟฟิศกูเป็นกันทั้งออฟฟิศเลย หรือมันเป็นโรคติดต่อ

_________________
Knowledge is knowing a fact. Wisdom is knowing what to do with that fact.
Image


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Mon Feb 07, 2005 12:27 am 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Thu Sep 23, 2004 9:44 am
Posts: 2209
Location: San Francisco , CA
เออ ช่วงนี้กูก็ปวดหลังปวดคอด้วยวะ ออฟฟิศกูก็เป็นกัน
เดาว่าจากการทำงานหน้าคอม ที่ต้องนั่งก้มมองจอบ่อยๆ
หรืออีกประเด็นคือกูเพิ่งดูชัตเตอร์มา :bored:

_________________
There's more than meets the eye.


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Mon Feb 07, 2005 12:44 am 
Offline
Level 43
Level 43
User avatar

Joined: Wed Sep 29, 2004 5:48 pm
Posts: 282
Location: Rochester U.K.
เราก้อเป็นแหละ...ปวดคอ ปวดหลัง อาจเป็นเพราะขี้เกียจ สันหลังเลยเริ่มยาวขึ้น อืม..........
คิดว่า นั่งมากแหละ อยู่ทำงานหน้าคอมทั้งวัน ... :cry:

_________________
กูรู จิตตก!!


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Tue Feb 08, 2005 7:05 pm 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Thu Sep 23, 2004 6:55 pm
Posts: 1918
Location: 98/10 DS.Tower1,(8A1),Wattana, BKK
ปวดคอนี่ โดนยุ้งเตะมาป่าวตอย :lol:

_________________
Knowledge is knowing a fact. Wisdom is knowing what to do with that fact.
Image


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Wed Feb 09, 2005 9:14 am 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Thu Sep 23, 2004 6:55 pm
Posts: 1918
Location: 98/10 DS.Tower1,(8A1),Wattana, BKK
ต่อไปนี้คือ 9 สัญญาณอันตรายที่คุณสามารถใช้เป็นแนวทางในการป้องกันโรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ในเบื้องต้น

1.ผิวหนังมีปัญหา มีอาการคันหรือลอกเป็นขุย อาจเป็นลักษณะของการขาดวิตามิน A ดังนั้น ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้มหรือสีเขียวเข้มที่อุดมไปด้วยวิตามิน A

2.ผมไม่เงางาม เป็นผลมาจากการขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก เช่น พืชผัก ข้าวและถั่ว รวมทั้งกะหล่ำดอก รวมทั้งผลไม้เปลือกแข็งซึ่งอุดมไปด้วยไบโอตินควบคู่กับการออกกำลังกาย

3.ท้องผูก เลือกรับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ต่างๆ และดื่มน้ำให้มากขึ้น

4.ข้อต่อมีเสียงดังหรือปวดบริเวณข้อต่อ กรดไขมันประเภทโอเมก้า-3 ที่พบมากในปลา จะช่วยให้กระแสโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการปวดบวมบริเวณข้อต่อทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น

5.สเปิร์มลดน้อยลงกว่าปกติ เป็นผลมาจากขาดวิตามิน C ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รักษาปริมาณและความสมบูรณ์ของสเปิร์ม ดังนั้น ควรดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน

6.หัวใจเต้นผิดปกติ อาจขาดสารอาหารพวกแมกนีเซียมและโพแทสเซียม ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้วและกล้วย รวมทั้งอาหารพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวันและผักโขม

7.ปวดเหงือก ให้รับประทานโยเกิร์ตเพื่อช่วยจัดการกับแบคทีเรียที่มีอันตรายในปาก

8.กระดูกแตก อาจมีสาเหตุมาจากการขาดวิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างกระดูก สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง โยเกิร์ต นมและเนยแข็ง

9.ขี้ลืม พบว่า ผู้ที่มีระดับของวิตามิน B6 B12 และ B folate สูงในเลือด จะมีความทรงจำที่ดี ควรเสริมสร้างอาหารที่ช่วยให้สมองทำงาน ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ อาหารทะเลและถั่ว

_________________
Knowledge is knowing a fact. Wisdom is knowing what to do with that fact.
Image


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Wed Feb 09, 2005 9:34 am 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Wed Sep 22, 2004 11:40 pm
Posts: 3057
Location: บางพลัด
ดีวะ อะ เป็นประโยชน์มาก
จากข้อ 5 ที่ให้กินน้ำส้มวันละ 1 ลิตร นี่เยอะมากเลยนะ

ปวดหลังนี่มันจะมีสเปรย์ฉีดแต่กูจำยี่ห้อไม่ได้แล้ว
กูว่า เก้าอี้ที่ออฟฟิศแต่ละบริษัทแม่งคงมีผลเยอะมากอย่างที่อะ ว่า
ความสูงของโต๊ะด้วย พอนั่งหน้าคอมแล้วจะรู้สึกได้ แค่ที่บ้านกับที่ออฟฟิศ ความสูงต่ำมันก็ต่างกันแล้วนะ

เออ ที่ออฟฟิศกูแม่งมีคนนึงบอกว่า เคยทำงานที่ออฟฟิศเก่าแล้วพนักงานที่นั่นหลายคนใส่แว่นตาดำหรือสีชาขณะทำงาน เพราะป้องกันแสงจากคอมพิวเตอร์ โคตร protect เลยวะ
แต่พอมาที่นี่ เค้าก็แค่เอาไอ้ตัว screen ตาข่ายที่เคยฮิตๆ กันช่วงนึงมาแปะไว้เท่านั้น ....
อันนี้ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าจำเป็นแค่ไหน แต่กูว่า ถ้าล้าก็ออกไปพักดีกว่า จะเข้าห้องน้ำหรือเดินไปเดินมาก็ได้

_________________
... โอ้ ชีวิตมีอะไรตั้งเยอะแยะ
มีเกิดแก่เจ็บตายคล้ายๆ กัน
แต่สิ่งที่มีไม่เหมือนคือ "ความฝัน"
อยู่ที่ใครจะล่ามันให้อยู่มือ ...


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Wed Feb 09, 2005 9:51 am 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Thu Sep 23, 2004 9:44 am
Posts: 2209
Location: San Francisco , CA
นอกจากหลังแล้วยังมึนส์ตาด้วยว่ะ
เหมือนกับปรับโฟกัสไม่ค่อยได้ :O-O:
นั่งหน้าจอนานๆนี่ไม่ไหวจริงๆว่ะ :pain:

_________________
There's more than meets the eye.


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Thu Feb 10, 2005 9:02 am 
Offline
Level 38
Level 38
User avatar

Joined: Fri Oct 22, 2004 11:23 am
Posts: 227
Location: parknam
เราด้วยตาเราก็ปรับโฟกัส ไม่ค่อยได้ ต้องเพ่ง ยิ่งเพ่งยิ่งเมื่อยตา
ต้องใส่แว่นป่าววะ หรือทำไงถึงหาย บอกทีน้า :pain:

_________________
เจี๊ยกๆๆๆๆๆๆ -*-


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Thu Feb 10, 2005 12:32 pm 
Offline
Level 97
Level 97
User avatar

Joined: Fri Sep 24, 2004 2:16 pm
Posts: 1099
ปีที่แล้วกูเป็นไอ่ปวดตา อ่านหนังสือมา ประมาณว่ามึงทำงานหน้าคอมอะ จ้องนานๆ กล้ามเนื้อตามันจะอยู่กับที่ เกร็งด้วยถ้ายิ่งเพ่ง กล้ามเนื้อที่ตาเลยล้า
เป็นเบสิคของการสายตาสั้น

วิธีแก้ เซ็ตระยะห่างที่เหมาะสมกับจอคอม ถ้าต้องเพ่งมึงก็zoomเอา อย่ายื่นหน้าเข้าหาจอ มันจะสัมพันธ์กับท่านั่งด้วยหลังจะไม่ปวด

2.พักสายตาทุก1ชั่วโมงถ้าต้องทำงานหน้าคอมติดต่อกันนานๆ กลอกตาไปมาบ่อยๆเพื่อคลายกล้ามเนื้อตา และให้มันได้ทำงาน ยิ่งใส่แว่นนึกออกปะ ว่าแว่นจะจำกัดการกลอกตา มันจะชำเลืองไม่ได้ต้องหันเอาเพราะอยู่นอกขอบเขตเลนส์ ทำให้กล้ามไม่ค่อยได้ขยับ

ปีนี้ไม่ปวดตา แต่แม่งปวดหลังว่ะ :hammer:
รักษาเบสิกๆ คือนอนพื้น ตรง อย่าขดตัว เถียรหาหมอ หมอจ่ายไม้กระดาน มาแผ่นนึง ให้นอนบนนั้น

ถ้าไม่เป็นหนัก ก็ไปออกกำลังกายใช้กล้ามเนื้อส่วนที่มึงเจ็บบ่อยยิ่งดี เพื่อเสริมให้มันแข็งแรง เดาได้ว่าชีวิตคนทำงานออฟฟิตแม่ง ออกกำลังกายน้อยเหี้ยๆ ยิ่งพวกทำดึกยิ่งจะแย่ จะหลงนึกไปว่าตัวเองแก่แล้วร่างกายอ่อนแอ พาลไปคิดว่าออกกำลังกายไม่ไหว เหนื่อยเร็ว

พอก่อน เหนื่อย~ :hammer:

_________________
โพสไม่ได้


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Thu Feb 10, 2005 1:26 pm 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Wed Sep 22, 2004 11:40 pm
Posts: 3057
Location: บางพลัด
เฮ้ย หมอจ่ายไม้กระดานมาให้ไอ้เถียรเลยเหรอวะ
55555 ฮาเหี้ยๆ
แพงมั้ยวะ เถียร

เรื่องการกินนี่ก็สำคัญ
กูเป็นคนกินเร็ว จนบางทีลืมไปว่าเคี้ยวไม่ละเอียด
คนที่ออฟฟิศก็ยืนยันกันว่า การกินเร็ว กินเยอะเนี่ย
กระเพาะมันจะทำงานหนักมาก ซึ่งส่งผลให้มึงเหนื่อย
และตอนบ่ายก็จะง่วง
การกินเผ็ดก็ทำให้ท้องผูก บางทีขี้แล้วแสบตูด

แล้วพวกมึงเคยมั้ย ตอนกลางคืนสระผมเสร็จ หัวแม่งยังไม่แห้งดี
แต่ง่วงเลยลุยนอนแม่งเลย
เพื่อนที่ออฟฟิศบอกจะเป็นไข้สมองอักเสบ แต่ในระยะยาวนะ
ระยะสั้นมึงก็คงเป็นขี้รังแค และเชื้อราบนหนังศีรษะก่อน
แต่เรื่องรังแคนี่ต้องถามไอ้เม้งไอ้กิ๊บ
เห็นแม่งเคยเถียงกันว่าใช้ยาสระผมอะไรดี
กูใช้ Head&Shoulder แล้วพอเปลี่ยนไปใช้อย่างอื่นแค่วันเดียว
แม่งหิมะตกเลยนะมึง
...

_________________
... โอ้ ชีวิตมีอะไรตั้งเยอะแยะ
มีเกิดแก่เจ็บตายคล้ายๆ กัน
แต่สิ่งที่มีไม่เหมือนคือ "ความฝัน"
อยู่ที่ใครจะล่ามันให้อยู่มือ ...


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Feb 11, 2005 9:52 am 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Thu Sep 23, 2004 6:55 pm
Posts: 1918
Location: 98/10 DS.Tower1,(8A1),Wattana, BKK
Bob Irving ดื่มน้ำมากเกินไป ในระหว่างที่เข้าแข่งขันขี่จักรยาน Half Ironman และมันทำให้เขาป่วย โดยในระหว่างการแข่งขันช่วงสุดท้าย เขาอาเจียนออกมา และมีอาการผิดปกติที่กล้ามเนื้อขา
Bob Irving เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับอันตรายของการดื่มน้ำมากเกินไป แต่เขาคิดว่านั่นเป็นเพียงเรื่องเล่า แต่ในที่สุดเขาได้ประสบกับเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง เมื่อปี 1998 จากนั้น เขาเลี่ยงที่จะดื่มน้ำในปริมาณมาก ระหว่างการออกกำลังกายมาราธอน


เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เคยมีการเตือนให้นักกีฬาระมัดระวังเกี่ยวกับการสูญเสียน้ำเป็นอันดับแรก ๆ นักกีฬาได้รับคำแนะนำให้ดื่มน้ำในปริมาณมาก หลังจากนั้น มีการศึกษาอีกหลายครั้ง พบความเกี่ยวพันระหว่างการสูญเสียน้ำ และการที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว แต่งานวิจัยใหม่ มองในอีกแง่หนึ่งว่า การที่ร่างกายได้รับน้ำมากเกินไป ระหว่างการออกกำลังกาย ก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงขึ้นได้เช่นกัน

ภาวะที่เรียกว่า Hyponatremia หรือ water intoxication นั้น ได้มีการนำขึ้นมาพิจารณากันเป็นพิเศษ หลังจากที่มีข่าวการเสียชีวิตของนักวิ่งหญิง 2 คน ในปี 2002 โดยสาเหตุของการเสียชีวิตก็คือ ดื่มน้ำในขณะออกกำลังกายมากเกินไป ภาวะ Hyponatremia นั้น เกิดขึ้นเมื่อปริมาณโซเดียมในร่างกาย ตกลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติ ซึ่งคนเราจะเสียเกลือแร่ เมื่อเหงื่อออก และดื่มน้ำปริมาณมากไปเจือจางโซเดียมในระบบเลือด ส่งผลต่อสมองบวมจนกระทั่งคับกะโหลกศีรษะ อาการของ Hyponatremia นั้น ยังรวมไปถึงการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย บางกรณีถึงขั้นหมดสติ โคม่า ถึงเสียชีวิต

นักวิจัยบอกว่า การออกกำลังกาย และอาการ Hyponatremia นั้น จะเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่ออกกำลังกายต่อเนื่องเป็นเวลานาน การออกแรงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น เช่นการเล่นกีฬามาราธอนต่าง ๆ ซึ่งระหว่างนั้น นักกีฬามักจะดื่มน้ำมาก ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรจะดื่มน้ำในปริมาณเท่าไหร่ ระหว่างการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จึงจะเป็นปริมาณที่เหมาะสม
กรณีนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายเห็นด้วยว่า ปัญหา Hyponatremia นั้น เป็นปัญหาใหญ่ และความกลัวในปัญหานี้ ก็ทำให้นักกีฬาบางราย ไม่กล้าดื่มน้ำมาก จากร่างกายขาดน้ำ

เมื่อปีที่แล้ว มีการจัดการแข่งขันกีฬามาราธอน ที่เมือง Houston และมีการจำกัดจุดให้บริการน้ำแก่นักกีฬา อีกทั้งยังมีการตั้งเต้นท์บริการด้านการแพทย์ไว้รองรับ

Tim Noakes ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ของ University of Cape Town ในอัฟริกาใต้ แนะนำว่า ให้ดื่มน้ำ เฉพาะเมื่อเวลาที่รู้สึกกระหายน้ำ เพราะร่างกายของเรามีสัญชาตญานที่ดี รู้ว่าเมื่อไหร่ ที่เราต้องการน้ำแล้ว แต่การกำหนดปริมาณที่แน่นอนนั้น เป็นเรื่องยาก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

นอกจากนั้น ในการศึกษายังพบอีกว่า ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของ Hyponatremia ส่วนใหญ่ จะเป็นผู้หญิง และก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเพราะอะไร ทางด้าน The American College of Sports Medicine กล่าวว่า Hyponatremia เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญแต่การกลัวมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ และความกลัวนี้ ก็ทำให้นักกีฬาไม่กล้าดื่มน้ำ หรือละเลยการดื่มน้ำไป

สำหรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยสรุปนั้น ได้ความว่า ให้ดื่มน้ำเมื่อรู้สึกกระหาย และดื่มให้มากเท่ากับเหงื่อที่เสียไป วิธีที่จะทราบได้ว่าเราดื่มน้ำมากไปหรือเปล่าระหว่างการเล่นกีฬาเป็นเวลานานก็คือ ให้ช่างน้ำหนักว่า น้ำหนักของคุณหลังการเล่นกีฬา เพิ่มขึ้นจากก่อนเล่นหรือเปล่า
ขณะเดียวกัน นักวิจัยจาก American Running Association แนะว่า นักกีฬา ควรรับประทานอาหารที่มีรสเค็มอย่างเหมาะสม ส่วน The International Marathon Medical Directors

_________________
Knowledge is knowing a fact. Wisdom is knowing what to do with that fact.
Image


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Feb 11, 2005 9:58 am 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Thu Sep 23, 2004 6:55 pm
Posts: 1918
Location: 98/10 DS.Tower1,(8A1),Wattana, BKK
สาเหตุของการปวดคอที่พบบ่อย

1. อิริยาบถ หรือ ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น
-การแหงนหน้า หรือ ก้มหน้าทำงานทั้งวัน เช่น ผู้ทำงานเย็บจักร ซักผ้า เขียนหนังสือ ช่างซ่อมรถ
-นอนในท่าที่คอพับ หรือ บิดไปข้างใดข้างหนึ่ง นอนหนุนหมอนที่สูง หรือ แข็งเกินไป
2.ความเครียดทางจิตใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อคอ ทำให้มีอาการปวดต้นคอ ปวดศีรษะบริเวณท้ายทอย ภายหลังจากการทำงาน หรือภายหลังจากมีปัญหาขัดแย้ง


3.อุบัติเหตุ ที่ทำให้มีการเคลื่อนไหวของคอมาก หรือ รวดเร็วกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นฉีกขาด หรือ กระดูกคอเคลื่อน
4.กระดูกคอเสื่อม ซึ่งพบได้ในผู้ที่สูงอายุทุกคน แต่มีบางคนเท่านั้นที่มีอาการมากจนต้องได้รับการรักษา สำหรับการเอ๊กซเรย์กระดูกคอจะพบว่ามีกระดูกงอกที่บริเวณขอบ ๆ ข้อต่อ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สามารถพบได้ในคนสูงอายุทั่วไปที่ไม่มีอาการเลยก็ได้ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเอ๊กซเรย์ทุกคน
5.ข้ออักเสบ เช่น ในผู้ป่วยที่เป็นโรค รูมาตอยด์
6.กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุอะไร จะมีอาการปวดในกล้ามเนื้อ และปวดมากขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อนั้นถูกใช้งาน รู้สึกว่า กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีบริเวณที่กดเจ็บชัดเจน และอาจจะคลำได้ก้อนพังผืดแข็ง ๆ ในบริเวณที่กดเจ็บ

การรักษาเบื้องต้น


1.พยายามพักผ่อนให้มาก ทางที่ดีควรนอนราบ หนุนหมอน ซึ่งหมอนที่ดี ควรมี
- ความนุ่มและยืดหยุ่นสามารถแนบส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณส่วนโค้งของก้านคอ
- ความหนาที่พอเหมาะ เมื่อนอนหนุนหมอนแล้วมองด้านข้างคอจะอยู่ในแนวตรง คอไม่แหงน หรือไม่ก้ม
2.ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอุ่น โดยใช้น้ำแข็งทุบใส่ในถุงพลาสติกแล้วห่อด้วยผ้าขนหนู หรือ ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น ประคบประมาณ 10 -15 นาที
3.รับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตามอล แอสไพริน ทุก 4 - 6 ชั่วโมง อาจใช้ครีมนวดแก้ปวด ก็ได้แต่ต้องระวังอย่านวดแรงเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อฟกช้ำมากขึ้นไปอีก
4.ทำกายภาพบำบัด
-บริหารกล้ามเนื้อคอ
-ใส่ปลอกคอ ซึ่งใช้เฉพาะรายที่จำเป็นเท่านั้น
-ถ่วงน้ำหนักดึงกระดูกคอ
-ประคบบริเวณที่ปวดด้วย ความร้อน ความเย็น หรือ คลื่นเสียงอัลตร้าซาวน์

อาการปวดมักจะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่ยังไม่หายสนิทให้กินยาแก้ปวดต่อไป และ ฝึกการบริหารเพื่อให้คอเคลื่อนไหวดีขึ้น และ ออกกำลังกล้ามเนื้อคอ ให้แข็งแรงมากขึ้น

่ถ้าอาการต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์


1. มีอาการปวดร้าวไปที่ไหล่ แขน โดยอาจจะมีอาการชา หรือ กล้ามเนื้อมืออ่อนแรง ร่วมด้วย
2. มีอาการอ่อนแรงของขา เวลาเดินรู้สึกว่าขาจะสั่น ๆ หรือ รู้สึกขา กระตุก ๆ
3. กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะ ไม่ได้ ทำให้มีอุจจาระ หรือปัสสาวะราด
4. อาการปวดไม่ดีขึ้น หรือปวดเพิ่มมากขึ้น

การป้องกันอาการปวดคอ

1.ระวังอิริยาบถ หรือ ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
-อย่าให้คอต้องก้ม-เงย นานเกินไป หรือ ก้ม-เงย บ่อยเกินไป ควรหยุดพักเพื่อบริหารกล้ามเนื้อคอ หรือเคลื่อนไหวคอสัก 2 - 3 นาทีทุก ๆ ชั่วโมง
-การนอนควรนอนบนที่นอนแข็งพอสมควร นอนหนุนหมอนที่นุ่มและยืดหยุ่นพอที่จะแนบส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณส่วนโค้งของก้านคอและมีความหนาพอเหมาะ ที่จะทำให้คออยู่ในแนวตรงเมื่อมองจากด้านข้าง ไม่ทำให้คอแหงนหรือก้มมากเกินไป อย่านอนคว่ำอ่านหนังสือหรือดูทีวี

2.หมั่นออกกำลังกล้ามเนื้อของคอทุก ๆ วัน ให้บ่อยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ( ทำมากได้มาก )

3.พยายามลดความเครียดจากชีวิตประจำวัน โดยการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อจะได้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี

การบริหารกล้ามเนื้อคอ

1. ทำให้กล้ามเนื้อคอเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
ก้มและเงยหน้า ก้มหน้าให้คางจรดกับอก แล้วค่อย เงยหน้าให้แหงนไปด้านหลังให้มากที่สุด
ตะแคงซ้ายขวา หน้าอยู่ตรง ๆ ตะแคงซ้าย พยายามให้หูจรดไหล่ซ้าย โดยไม่ยกไหล่ กลับที่เดิมแล้วตะแคงขวาให้หูจรดไหล่ขวาโดยไม่ยกไหล่
หันหน้าซ้ายขวาหมุนศีรษะให้หน้าหันไปด้านซ้าย ให้ปลายคางอยู่ในแนวเดียวกับไหล่ซ้าย แล้วหมุนกลับไปด้านขวาให้ปลายคางอยู่ในแนวไหล่ขวา

2. ทำให้กล้ามเนื้อคอแข็งแรงขึ้น โดยเกร็งกล้ามเนื้อ-คอ ประมาณ 10 วินาที (นับหนึ่งถึงสิบ) ทำซ้ำ 10 ครั้ง พยายามทำโดยให้คอและหน้าอยู่ในแนวตรง
ก้มคอ ใช้ฝ่ามือดันที่หน้าผากต้านกับความพยายามที่จะก้มศีรษะลง นับหนึ่งถึงสิบ
เงยหน้า ใช้ฝ่ามือประสานกัน ที่บริเวณเหนือท้ายทอยแล้วดันมาข้างหน้า ต้านกับความพยายามที่จะแหงนหน้าไปข้างหลัง นับหนึ่งถึงสิบ
ตะแคงคอ ใช้ฝ่ามือซ้ายดันที่ข้างศีรษะเหนือหูซ้าย ต้านกับความพยายามที่จะตะแคงศีรษะไปด้านซ้าย นับหนึ่งถึงสิบ แล้วสลับกับด้านขวาทำแบบเดียวกัน
หันหน้า ใช้ฝ่ามือซ้ายดันที่ข้างศีรษะหน้าหูซ้ายต้านกับความพยายามที่จะหันหน้าไปด้านซ้าย นับหนึ่งถึงสิบ แล้วสลับกับด้านขวาทำแบบเดียวกัน

โดย นพ.พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ

_________________
Knowledge is knowing a fact. Wisdom is knowing what to do with that fact.
Image


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Feb 11, 2005 11:08 am 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Thu Sep 23, 2004 6:55 pm
Posts: 1918
Location: 98/10 DS.Tower1,(8A1),Wattana, BKK
การบริหารร่างกายให้กล้ามเนื้อหน้าท้อง หลัง สะโพก และต้นขา มีความแข็งแรง และยืดหยุ่นได้ดี
จะสามารถช่วยรักษาอาการปวดหลังได้ แม้ว่าบางคนอาจเลือกออกกำลังให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการเดิน
วิ่ง ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ แต่ถ้าต้องการให้ได้ผลกับกล้ามเนื้อดังกล่าวโดยตรง ควรบริหารร่างกายโดย
ใช้ท่าดังต่อไปนี้


Attachments:
File comment: ท่าที่ 1
บริหารกล้ามเนื้อหลัง สะโพก ต้นขา
ยืนหันหลังเข้าหากำแพงแยกเท้าออก
เท่ากับความกว้างของช่วงไหล่ แล้ว
ค่อย ๆ ย่อตัวลงมา จนเข่างอ

exback1.jpg
exback1.jpg [ 6.24 KiB | Viewed 1716 times ]
File comment: ท่าที่ 2 บริหารกล้ามเนื้อหลัง และสะโพก
นอนคว่ำแล้วยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้น
จากพื้น ยกค้างเอาไว้เมื่อนับ 1 ถึง 10
แล้วจึงวางลง ทำเช่นเดียวกันกับขา
อีกข้างหนึ่ง สลับกันข้าง

exback2.jpg
exback2.jpg [ 5.41 KiB | Viewed 1716 times ]
File comment: ท่าที่ 3
บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องและสะโพกนอนหงายวางแขนไว้ข้างลำตัว
ขาข้างหนึ่งงอ อีกข้างหนึ่งเหยียด แล้วยกขาข้างที่เหยียดขึ้นค้างเอาไว้
เมื่อนับ 1 ถึง 10 แล้วจึงค่อยๆวางลง ทำ 5 ครั้งติดต่อกัน

exback3.jpg
exback3.jpg [ 7.72 KiB | Viewed 1716 times ]
File comment: นอกจากนี้ยังสามารถนั่งทำบนเก้าอี้ โดยเหยียดขาออกแล้วยกขาข้างหนึ่ง
ขึ้นมาจนถึงระดับเอว ค้างเอาไว้จน นับ 1 ถึง 5 แล้วจึงค่อยๆวางขาลง
กับพื้นเหมือนเดิม ทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 5 ครั้ง

exback5.jpg
exback5.jpg [ 8.1 KiB | Viewed 1716 times ]
File comment: ท่าที่ 4
บริหารกล้ามเนื้อท้องนอนหงาย งอเข่าวางเท้าไว้บนพื้นแล้ว
เกร็งหน้าท้อง ค่อย ๆ ยกศีรษะ และ ไหล่ขึ้นจากพื้น
จนสามารถ เอื้อมมือไปแตะหัวเข่าทั้งสองข้างได้ค้างเอาไว้
จนนับ 1 ถึง 10 แล้วจึง กลับมาท่าเดิม

exback6.jpg
exback6.jpg [ 6.9 KiB | Viewed 1716 times ]
File comment: ท่าที่ 5
บริหารกล้ามเนื้อสะโพก และหลัง ยืนอยู่หลังเก้าอี้พร้อมกับใช้มือทั้ง 2
ข้างเกาะพนักเก้าอี้ไว้ แล้วยกขาข้าง ใดข้างหนึ่งขึ้นไปทางด้านหลัง โดย
พยายามให้หัวเข่าเหยียดตรง ยกค้าง ไว้ จนนับ 1 ถึง 5 แล้วจึงวางลงช้าๆ

exback7.jpg
exback7.jpg [ 8 KiB | Viewed 1716 times ]
File comment: ท่าที่ 1
นอนหงาย งอเข่า เท้าวางราบกับพื้น สอดมือไว้ใต้ข้อเข่าทั้ง 2 ข้าง
แล้ว งอสะโพก เอาเข่าเข้ามาชิดหน้าอก ให้มากเท่าที่จะทำได้
โดยใช้มือช่วยดึง พยายามไม่ยกศีรษะขึ้น และไม่ เหยียดขาออก
ทำ 5 ครั้งคิดต่อกัน

exback4.jpg
exback4.jpg [ 7.95 KiB | Viewed 1716 times ]
File comment: ท่าที่ 2
นอนคว่ำ งอศอก วางมือไว้ใต้หัวไหล่แล้วเหยียดแขนออก
ยกหัวไหล่ และ ลำตัวส่วนบนขึ้นจากพื้น ให้มากเท่าที่จะทำได้
โดยที่สะโพกและขายังคงวางราบอยู่กับพื้น ค้างไว้ 1- 2 วินาที
แล้วจึงกลับมาท่าเดิม ทำติดต่อกัน 10 ครั้ง

exback8.jpg
exback8.jpg [ 6.81 KiB | Viewed 1716 times ]
File comment: ท่าที่ 3
ยืนท้าวเอวให้มืออยู่ค่อนมาทางด้านหลัง แยกขาออกเล็กน้อย เข่าเหยียดตรง
แล้วแอ่นตัวมาทางด้านหลังให้ มากเท่าที่จะทำได้ ค้างไว้ 1-2 วินาที
แล้วจึงกลับมาท่าเดิม ทำติดต่อกัน 10 ครั้ง

exback9.jpg
exback9.jpg [ 6.21 KiB | Viewed 1716 times ]

_________________
Knowledge is knowing a fact. Wisdom is knowing what to do with that fact.
Image
Top
 Profile  
 
 Post subject: โห
PostPosted: Sun Feb 13, 2005 3:21 am 
Offline
Level 16
Level 16

Joined: Sat Dec 11, 2004 7:47 pm
Posts: 46
โห อะโพสได้เต็มที่มาก
เรื่องร้อนในในปาก มียาแนะนำคือ เคนาลอค กล่องเป็นสีเหลือง ขาว รูปฮิปโป
ส่วนอาการปวดจากการทำคอมนี่ เราเคยปวดแถวๆไหล่จัดๆ แล้วพอลองหาเก้าอี้ที่ปรับระดับสูงๆได้มานั่ง ก็ค้นพบว่ามันเป็นเพราะเรานั่งต่ำไป จึงต้องยกแขนนิดๆตลอดเวลาที่จับเมาส์ มันก็เลยเกร็งตลอด ปวดเลย
แต่ความเครียด และการจับจดกับหน้าจอก็มีผลนะ แต่ปัญหานี้อาจเป็นกับมนุษย์เตี้ยๆเช่นเราเท่านั้นแฮะ :(

_________________
blue sky


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Sun Feb 13, 2005 3:06 pm 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Thu Sep 23, 2004 6:55 pm
Posts: 1918
Location: 98/10 DS.Tower1,(8A1),Wattana, BKK
ใช่ๆ เค้าบอกว่าเวลานั่งหน้าจอ ให้ปรับเก้าอี้ให้ระดับสายตาเราสูงกว่าหน้าจอที่จะดูเล็กน้อยจะทำให้คอเราไม่ต้องเกร็งเพื่อที่จะเงยดู ลองเอาไปใช้ดู เผื่อจะดีขึ้นมาบ้าง

_________________
Knowledge is knowing a fact. Wisdom is knowing what to do with that fact.
Image


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Thu Feb 17, 2005 3:54 pm 
Offline
Level 99
Level 99
User avatar

Joined: Fri Sep 24, 2004 9:56 am
Posts: 1364
เคยนั่งทำคอมทั้งวันแล้วปวดหัวมาก
จะว่าจ้องจอมากไปก็ไม่ใช่เพราะพักเกือบทุกๆครึ่งขั่วโมงเลย
แถมทุกครั้งที่พักก็หลับตาบ้างไม่ก็แบบมองไปมองมาไม่จดจ่อสายตาอ่ะ
แต่พอเริ่มทำงานทีไรก็ปวดหัวขึ้นมาอีก
ได้พยายามทำหลายวิถีทางแล้วไม่ว่าจะเป็นขยับจอ เลื่อนเก้าอี้
แต่ก้ยังต้องฝืนทำให้งานเสร้จ
ก็เลยคิดว่าน่าจะโหมงานมากเกินไป
จึงลดเวลาพักให้เพิมขึ้นเป็น20นาทีต่อการพัก10นาที
ปรากฎว่า ยิ่งรู้สึกปวดหัวมากขึ้นกับการทำงาน ไม่รู้เป้นเพราะอะไร
หลังจากทนทำแบบนั้นได้ปรุมาณ3ชั่วโมงก็ลองปรับเวลาพักให้นานขึ้นเป็น 1ชั่วโมง(ประมาณหนามยอกเอาหนามบ่ง)ปรากฎว่าอาการปวดหัวเริ่มน้อยลง
จนเมื่องานเสร็จก็ไม่อาจสรุปทฤษฎีที่บอกว่าควรพักสายตาบ่อยๆเมื่อทำคอม
จะช่วยลดการเสียสายตาได้ ไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี เลยอยากลองถถามความคิดเห็นของเพื่อนๆดูว่าการพักสายตาบ่อยๆในการทำคอมดีหรือไม่กันแน่
แต่อย่างนึงที่ผมเห็นในการที่เราไม่ค่อยพักสายตาคือ ความประหยัดครับ
เพราะวันนั้นผมหมดค่าบุหรี่ไป2ซอง(เพราะการพักบ่อยมันเปลืองอ่ะ)


Top
 Profile  
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 46 posts ]  Go to page 1, 2, 3  Next

All times are UTC + 7 hours


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 1 guest


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum

Search for:
Jump to:  
cron
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group